>

รู้จัก รอยตีนกา เกิดจากอะไรได้บ้าง พร้อมบอกวิธีลดรอยตีนกาที่เห็นผลชัดเจน

รู้จัก รอยตีนกา เกิดจากอะไรได้บ้าง พร้อมบอกวิธีลดรอยตีนกาที่เห็นผลชัดเจน

รอยตีนกา

ริ้วรอยบนใบหน้าเป็นสิ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหา “รอยตีนกา” (Crow’s Feet) ที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย ยิ่งเวลายิ้ม หัวเราะ หรือเพ่งมองจะเกิดเป็นรอบพับ รอยขีด ส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุมากขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปยิ่งเห็นชัด จึงเป็นสิ่งที่กวนใจและทำให้หลายคนขาดความมั่นใจในการทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวัน

ในบทความนี้ Anna Clinic จะพามาทำความรู้จักกับรอยตีนกาว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร พร้อมแนะนำวิธีรักษารอยตีนการูปแบบต่างๆ เพื่อให้ใบหน้ากลับมาดูสดใส และคืนความมั่นใจกลับมา

รอยตีนกา คืออะไร?

รอยตีนกา คือ ริ้วรอยที่มีลักษณะเป็นเส้นขีดเล็กๆ บริเวณหางตา มักเห็นชัดเจนเวลาแสดงสีหน้า ไม่ว่าจะเป็นตอนยิ้ม หัวเราะ หรี่ตา หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ ของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา ริ้วรอยตีนกาจะยิ่งแสดงให้เห็นชัดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เป็นเพราะการเสื่อมสภาพของผิว หรือการสูญเสียคอลลาเจน

ทั้งนี้ รอยตีนกาหรือริ้วรอยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณหางตาเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในจุดอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะริ้วรอยบนใบหน้า อย่างรอยย่นบนหน้าผาก รอยย่นระหว่างคิ้วหรือตีนกาหัวคิ้ว ริ้วรอยหางตา รอบดวงตา ริ้วรอยร่องแก้ม ร่องมุมปาก และรอยย่นสันจมูก เป็นต้น

ประเภทของรอยตีนกา

รอยตีนกาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1. รอยตีนกาชนิดตื้น

รอยตีนกาชนิดตื้นมักเกิดในบริเวณผิวที่โดนแสงแดดมาก หรือผิวมีความเสียหายสะสมจากรังสี UV เป็นเวลานาน โดยจะพบในชั้นหนังกำพร้าที่มีความบางกว่าบริเวณอื่น ทำให้เห็นริ้วรอยได้ชัดเจน ลักษณะของรอยจะเป็นเส้นบางๆ ที่มองเห็นได้ชัดเมื่อมีการแสดงสีหน้าหรือยิ้ม ส่วนใหญ่มักพบในช่วงอายุ 25-35 ปี

2. รอยตีนกาชนิดลึก

รอยตีนกาชนิดลึกเกิดจากความหย่อนคล้อยของโครงสร้างผิวในชั้นหนังแท้ สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง ซึ่งมักพัฒนามาจากรอยตีนกาชนิดตื้นที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จนกลายเป็นร่องลึกที่มองเห็นได้ชัดแม้ไม่ได้แสดงสีหน้า ซึ่งรอยประเภทนี้มักพบบ่อยในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

รอยตีนกา เกิดจากอะไร

รอยตีนกา เกิดจากอะไร?

1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดริ้วรอยหางตา ซึ่งเป็นสิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเข้าสู่วัยที่อายุมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของผิวลดน้อยลง เซลล์ผิวมีการแบ่งตัวช้าลง ทำให้ผิวบางลง นอกจากนี้ ระบบการผลิตไขมันใต้ผิวหนังก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นและมีความยืดหยุ่นน้อยลง จึงเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น

2. การแสดงอารมณ์บนใบหน้า

การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าในชีวิตประจำวันมีผลอย่างมากต่อการเกิดรอยตีนกา การยิ้มและหัวเราะทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาหดตัว เช่นเดียวกับการขมวดคิ้วบ่อยๆ ที่ทำให้เกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว การหรี่ตาเวลาอ่านหรือมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน รวมถึงการแสดงสีหน้าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และความเครียดที่ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งตัว ล้วนส่งผลให้เกิดริ้วรอยสะสมในที่สุด

3. แสงแดดและมลภาวะ

ปัจจัยจากสภาพแวดล้อมภายนอกมีผลอย่างมากต่อการเกิดริ้วรอย โดยเฉพาะรังสี UVA และ UVB ที่ทำลายเซลล์ผิวโดยตรง แสงแดดยังก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ในขณะที่มลภาวะในอากาศก็เร่งการเสื่อมสภาพของผิว โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบ นอกจากนี้ การอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานก็ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้นได้เช่นกัน

แนะนำวิธีลดรอยตีนกา

แนะนำ 5 วิธีลดรอยตีนกา

ในการลดและรักษารอยตีนกาที่คอยกวนใจหลายคน ปัจจุบันมีหัตถการมากมายที่สามารถลดรอยตีนกาได้อย่างเห็นผล ซึ่งแต่ละวิธีก็ตอบโจทย์ที่แต่ต่างกันไป

1. การฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกซ์เป็นหนึ่งในวิธีการรักษารอยตีนกาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยประสิทธิภาพที่เห็นผลรวดเร็วและชัดเจน หลักการทำงานของการฉีดโบลดริ้วรอย คือ การฉีดสารโบทูลินั่มท็อกซินเข้าไปยังกล้ามเนื้อบริเวณที่มีริ้วรอย เพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น ผู้เข้ารับการรักษาจะเริ่มเห็นผลภายใน 3-4 วันแรก และเห็นผลชัดเจนที่สุดเมื่อครบ 2 สัปดาห์ โดยผลการรักษาจะอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หลังจากนั้นจึงควรเข้ารับการรักษาซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์ที่ต้องการ

2. การฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับรอยตีนกาที่เป็นร่องลึก โดยแพทย์จะฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิดเข้าไปในชั้นผิวเพื่อเติมเต็มร่องริ้วรอย สารชนิดนี้นอกจากจะช่วยเติมเต็มแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ ทำให้ผิวบริเวณนั้นดูเต่งตึงและมีความชุ่มชื้นมากขึ้น การรักษาด้วยฟิลเลอร์จะเห็นผลลัพธ์ทันทีหลังการรักษา และสามารถอยู่ได้นาน 6-12 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ที่ใช้และการตอบสนองของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ฟิลเลอร์ยังสามารถปรับแต่งรูปทรงได้ตามต้องการ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

3. การรักษาด้วยสารกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulator)

การฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน หรือ Collagen Biostimulator เช่น Sculptra, Juvelook หรือ Gouri เป็นการกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนเข้ามารวมตัวกันและเพิ่มจำนวน จนเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูผิวบริเวณที่ฉีดให้ดูอ่อนเยาว์ ลดริ้วรอย และรอยตีนกาบนใบหน้า อีกทั้งยังช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่น ดูเต่งตึง อิ่มฟู และกระจ่างใสอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลลัพธ์ของการฉีด Collagen Biostimulator จะอยู่ได้ราว 1-2 ปี นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษารอยตีนกาที่มีประสิทธิภาพ

4. การรักษาด้วยอัลเทอร่า

อัลเทอร่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูงในการยกกระชับผิว โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือเจาะผิวหนัง เครื่องมือนี้จะส่งคลื่นพลังงานลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ซึ่งเป็นชั้นที่แพทย์ศัลยกรรมใช้ในการดึงหน้า ทำให้เกิดการกระชับและยกผิวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวเต่งตึงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนไข้จะเริ่มเห็นผลภายใน 2-3 เดือน และผลการรักษาสามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี การรักษานี้เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

5. การฟื้นฟูผิวด้วยวิธีธรรมชาติ

การดูแลและฟื้นฟูผิวด้วยวิธีธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำควบคู่ไปกับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ เริ่มจากการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเรตินอล วิตามินซี และเปปไทด์ ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและชะลอการเกิดริ้วรอย ควรทาครีมกันแดดทุกวัน เลือกใช้ครีมที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และควรทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมงหากต้องอยู่กลางแจ้ง อีกทั้งการใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนจะช่วยลดการบวมและยกกระชับผิวรอบดวงตาได้ดี

นอกจากการบำรุงภายนอกแล้ว การดูแลสุขภาพโดยรวมก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะในระหว่างการนอนหลับ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้วจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นจากภายใน และการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักและผลไม้สด ปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 จะช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวได้

แม้การรักษารอยตีนกาที่ดีที่สุดคือการป้องกัน แต่หากมีริ้วรอยปรากฏแล้ว การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวและลักษณะของริ้วรอย จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยหัตถการต่างๆ ที่ได้แนะนำไปอย่างโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และอัลเทอร่านั้นตอบโจทย์ที่แตกต่างกันไป จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมากที่สุด

รักษารอยตีนกาแบบเห็นผลที่ Anna Clinic

แพทย์ประจำ Anna Clinic คือ ผู้เชี่ยวชาญในการปรับรูปหน้า รูปร่าง และผิวพรรณ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในการฉีดโบท็อก เพื่อลดรอยตีนกาและริ้วรอยบนใบหน้า นอกจากนี้ยังมีบริการฉีดโบท็อกหน้าเรียว โบท็อกลดกราม เมโสแฟต หรือยกกระชับใบหน้าด้วยเครื่องอัลเทอร่า ฉีดเมโสหน้าใส และหัตถการด้านความงามอื่นๆ

มั่นใจและปลอดภัยกว่า เพราะ Anna Clinic เลือกใช้ตัวยาแท้และอุปกรณ์การแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองมาตรฐานจากอย. พร้อมดูแลทุกปัญหาและให้คำปรึกษา หากสนใจหรือต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อ Anna Clinic ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

โทร. 063-556-2626 หรือ LINE @annaclinic

อย่าลืมติดตามเราบน Social Media เพื่อติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นใหม่ๆ

Facebook: Anna Clinic

Instagram: annaclinic

YouTube: Anna Clinic Official

TikTok: annaclinic