>

รวมข้อห้ามการฉีดโบท็อกซ์ ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์

รวมข้อห้ามการฉีดโบท็อกซ์ ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์

รวมข้อห้ามการฉีดโบท็อกซ์ ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกซ์เป็นหนึ่งในหัตถการความงามที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องด้วยคุณสมบัติในการช่วยลดริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น และยกกระชับใบหน้าได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า แม้โบท็อกจะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ก็มีข้อห้ามการฉีดโบท็อกสำหรับบางกลุ่มคนที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย

หัวข้อทั้งหมด show

บทความนี้ Anna Clinic จะพาไปดูข้อห้ามการฉีดโบท็อก ตั้งแต่ใครบ้างที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ ตอบคำถามว่า “มีโรคประจำตัวฉีดโบท็อกได้ไหม” รวมถึงบริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีดโบท็อก และข้อห้ามหลังฉีดโบท็อกที่ควรปฏิบัติตาม เพื่อเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจ

โบท็อกนิยมใช้เพื่อจุดประสงค์ใด

โบท็อก (Botox) คือ ชื่อทางการค้าของ “Botulinum Toxin Type A” ซึ่งเป็นสารสกัดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่มีฤทธิ์ในการรบกวนการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว นิยมใช้เพื่อ

  • ฉีดโบลดริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา
  • ปรับรูปหน้าให้เรียว โดยฉีดที่กล้ามเนื้อกราม หรือลิฟต์กรอบหน้า
  • ลดเหงื่อบริเวณรักแร้และฝ่ามือ
  • รักษาอาการปวดไมเกรน ปวดหลัง และปัญหาทางการแพทย์อื่นๆ 

แม้การฉีดโบท็อกจะปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็อาจไม่ได้เป็นทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน 

ใครบ้างที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การฉีดโบท็อกอาจไม่เหมาะกับทุกคน โดยมีกลุ่มคนที่ควรหลีกเลี่ยงหรือต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ ได้แก่

1. หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรควรงดฉีดโบท็อก เนื่องจากโบท็อกซ์เป็นสารจากแบคทีเรียที่มีผลต่อระบบประสาท หากฉีดในปริมาณมากเกินไปหรือฉีดโดยผู้ไม่ชำนาญจนเข้าสู่กระแสเลือด อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

2. ผู้ที่มีประวัติแพ้โบท็อกหรือส่วนประกอบในโบท็อก

หากคุณเคยมีประวัติแพ้โบท็อกหรือส่วนผสมใดๆ ในโบท็อก เช่น โปรตีนจากไข่ หรือ Albumin ควรแจ้งให้แพทย์ทราบและหลีกเลี่ยงทำหัตถการที่เกี่ยวกับโบท็อก เพราะอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ โดยอาการแพ้โบท็อกสังเกตได้จากอาการเบื้องต้น ดังนี้

  • ผื่นคันบริเวณที่ฉีด
  • อาการอ่อนเพลีย มีไข้
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หายใจติดขัด หรือหายใจลำบาก

3. ผู้ที่มีปัญหาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือระบบประสาท

ข้อห้ามการฉีดโบท็อกที่สำคัญอีกข้อคือ ผู้ที่มีปัญหาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) และ โรค ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) เนื่องจากโบท็อกทำงานโดยการรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้นหากฉีดโบท็อกซ์ให้กับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่แล้ว อาจส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้น

4. โรคเลือดหรือผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด

ผู้ที่มีโรคเลือดหรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดจ้ำเลือดหรือเลือดออกได้ง่ายหลังฉีดโบท็อกซ์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อพิจารณาความเหมาะสม

5. โรคผิวหนังติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด

หากมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะฉีด เช่น เป็นสิว มีแผล หรือมีการอักเสบ ควรรักษาให้หายสนิทก่อนฉีดโบท็อก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลึกลงไปใต้ผิวหนัง

บริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีดโบท็อก

รวมข้อห้ามการฉีดโบท็อกซ์ ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์

นอกจากข้อห้ามเรื่องคนที่ไม่ควรฉีดโบท็อกแล้ว ยังมีบริเวณที่ไม่แนะนำให้ฉีดโบท็อก หรือต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

1. บริเวณใกล้ดวงตามากเกินไป 

การฉีดใกล้บริเวณดวงตาหรือเปลือกตาอาจทำให้เกิดภาวะหนังตาตก ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยหากฉีดผิดตำแหน่ง ควรฉีดโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการฉีดบริเวณรอบดวงตาโดยเฉพาะ

2. บริเวณเหนือคิ้วเล็กน้อย

การฉีดเหนือคิ้วอาจทำให้คิ้วตก หรือทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ขาดความเป็นธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้เทคนิคพิเศษและควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

3. บริเวณใต้ตา

โดยเฉพาะในกรณีที่มีถุงใต้ตาอยู่แล้ว การฉีดโบท็อกบริเวณนี้อาจทำให้ถุงใต้ตาดูหย่อนชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงไม่แนะนำให้ฉีดในบริเวณนี้

4. บริเวณโหนกแก้มและหน้าแก้ม 

หากฉีดลึกเกินไปอาจทำให้เกิดอาการยิ้มเบี้ยวได้ เนื่องจากบริเวณนี้มีกล้ามเนื้อที่ใช้ในการยิ้มอยู่หลายมัด

5. บริเวณร่องแก้ม

การฉีดบริเวณร่องแก้มอาจทำให้การแสดงสีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อการสื่อสารทางสีหน้าในชีวิตประจำวัน

6. บริเวณที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบ

พื้นที่ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบ เช่น มีสิวอักเสบ ผื่นแพ้ ผิวแตก หรือมีแผลเปิด ควรรอให้หายสนิทก่อนจึงฉีดโบท็อกในบริเวณนั้น

 

ข้อห้ามหลังฉีดโบท็อกและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหลังฉีด

หลังจากฉีดโบท็อกแล้ว การดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากละเลย อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาในภายหลัง ในทางกลับกัน หากดูแลตัวเองได้ดี โบท็อกก็จะสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีข้อห้ามการฉีดโบท็อกที่ควรปฏิบัติตาม ดังนี้

1. ข้อห้ามหลังฉีดทันที

  • งดนอนราบ 3-4 ชั่วโมงหลังฉีด เพื่อป้องกันการกระจายตัวของโบท็อกไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ
  • งดการกด นวด หรือถูบริเวณที่ฉีด เพราะอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของโบท็อกไปยังส่วนที่ไม่ต้องการ
  • งดแต่งหน้าหลังฉีดโบท็อกซ์ในวันที่ฉีด แต่สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติในวันถัดไป

2. ข้อห้ามในระยะสั้น (1-2 วันแรก)

  • หลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงแรก และทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารหมักดองและอาหารที่มีรสเผ็ดจัด
  • หลีกเลี่ยงหรืองดการสูบบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้โบท็อกสลายตัวเร็วกว่าปกติ

3. ข้อห้ามในระยะยาว (2-4 สัปดาห์)

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมในที่ร้อน เช่น การแช่น้ำอุ่น ซาวน่า การอบไอน้ำ หรือเลเซอร์หลังฉีด 2-4 สัปดาห์
  • ควรพบแพทย์ตามนัดเสมอ ในกรณีที่มีนัดติดตามผล เพื่อให้แพทย์ประเมินผลการรักษา
  • หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์ใบหน้าอื่นๆ ที่ต้องมีการกด นวด หรือมีการใช้ความร้อน

การปฏิบัติตามข้อห้ามหลังฉีดโบท็อกอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด และลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

การฉีดโบท็อกเป็นหัตถการที่ปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และปฏิบัติตามข้อห้ามการฉีดโบท็อก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความปลอดภัย นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการฉีดโบท็อก คือ การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้โบท็อกของแท้ที่ได้รับการรับรองจาก อย. หากคุณกำลังพิจารณาการฉีดโบท็อก Anna Clinic เป็นหนึ่งในคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าโดยเฉพาะ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ฉีดโบท็อกซ์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ Anna Clinic

แพทย์ประจำ Anna Clinic คือ ผู้เชี่ยวชาญในการปรับรูปหน้า รูปร่าง ผิวพรรณ และฉีดโบท็อกซ์ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดลดริ้วรอย ลดกราม ลิฟต์กรอบหน้า รวมถึงเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ยังมีบริการสำหรับปรับรูปหน้าอีกมากมาย เช่น ฉีดสลายไขมัน แฟตเหนียง เมโสแฟต ยกกระชับใบหน้าด้วยเครื่องอัลเทอร่า เครื่อง Oligio และร้อยไหม 

มั่นใจและปลอดภัยกว่า เพราะ Anna Clinic เลือกใช้ตัวยาแท้และอุปกรณ์การแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองมาตรฐานจากอย. พร้อมดูแลทุกปัญหาและให้คำปรึกษา หากสนใจหรือต้องการคำปรึกษา สามารถติดต่อ Anna Clinic ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้ โทร. 063-556-2626 หรือ LINE @annaclinic

อย่าลืมติดตามเราบน Social Media เพื่อติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นใหม่ๆ

Facebook: Anna Clinic

Instagram: annaclinic

TikTok: annaclinic

YouTube: Anna Clinic Official